หมาที่บ้านอาจรู้ว่าคุณไม่สบาย ก่อนที่คุณจะรู้ตัวก็ได้
โดย สิริยากร เครือมณี (มายด์) นักศึกษฝึกงาน สาขาสารสนเทศศึกษา คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
เคยไหม อยู่ดี ๆ นอนเล่นอยู่บนโซฟา แล้วหมาที่บ้านเดินมาดมจุดเดิมบนแขนหรือหน้าอกเราไม่เลิก ดมแล้วดมอีก บางทีก็ใช้อุ้งเท้าเขี่ยเบา ๆ เหมือนกำลังจะบอกอะไรสักอย่าง ตอนนั้นเรามักหัวเราะแล้วพูดว่า “อะไรของแกเนี่ย” จากนั้นก็ขยับหนีแล้วปล่อยผ่าน เพราะในสายตาคนเลี้ยงหมา พฤติกรรมแบบนี้ดูเป็นเรื่องธรรมดาจะตาย หมาดมคนก็เรื่องปกติ หมาเลียคนก็เรื่องปกติ หมาเดินตามติดก็ปกติอีก แต่เรื่องแปลกจริง ๆ ไม่ได้อยู่ที่มันดมเรา แต่อยู่ที่มันดม จุดเดิมซ้ำ ๆ แบบไม่เหมือนทุกวันต่างหาก
ปัญหาคือคนอย่างเรามักชินกับสิ่งที่เห็นทุกวันมากเกินไป เราจำไม่ได้หรอกว่าวันก่อนมันดมตรงนั้นนานแค่ไหน หรือวันนี้มันมีสีหน้าเอะใจมากกว่าปกติหรือเปล่า เราอยู่กับหมาจนบางทีสิ่งผิดปกติเล็ก ๆ ถูกกลบด้วยความเคยชินไปหมด แล้วพอเวลาผ่านไป ค่อยย้อนนึกได้ว่า เออ จริงสิ มันทำแบบนี้มาพักใหญ่แล้วนี่นา เรื่องนี้ก็เหมือนกัน ตอนแรกฟังดูเหมือนเรื่องธรรมดาๆ แต่พอไปดูทั้งงานวิจัยและกรณีจริง มันกลายเป็นคำถามที่น่าสนใจขึ้นมาทันทีว่า หรือบางครั้งหมาที่บ้านอาจจับสัญญาณอะไรบางอย่างจากร่างกายเราได้จริง ๆ
ถ้าจะให้เล่าแบบง่ายที่สุด ก็คือการเจ็บป่วยหลายอย่างไม่ได้เริ่มตอนเรารู้สึก “ป่วย” แต่มันเริ่มเงียบ ๆ จากการทำงานของร่างกายก่อน พอเซลล์อักเสบ ติดเชื้อ เผาผลาญพลังงานผิดปกติ หรือเริ่มมีความเปลี่ยนแปลงบางอย่าง ร่างกายก็ปล่อยสารอินทรีย์ระเหยง่ายที่เรียกว่า VOCs ออกมาทางลมหายใจ เหงื่อ ปัสสาวะ และของเหลวอื่น ๆ พูดง่าย ๆ คือก่อนร่างกายจะฟ้องเป็นอาการ มันอาจฟ้องเป็น “ร่องรอยของกลิ่น” ก่อน เพียงแต่จมูกคนทั่วไปไม่ไวพอจะแปลสารเหล่านั้นได้

นักวิทยาศาสตร์สนใจเรื่องนี้มากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะโรคบางอย่างดูเหมือนจะมี “ลายเซ็นของกลิ่น” ของตัวเอง อย่างในภาวะน้ำตาลผิดปกติบางช่วง ร่างกายอาจสร้างอะซีโตน (Acetone) หรือที่รู้จักกันในชื่อทางเคมีว่า โพรพาโนน (Propanone) เป็นสารละลายอินทรีย์ระเหยง่าย ของเหลวใส ไม่มีสี และติดไฟได้ง่าย คุณคุ้นเคยกันดีในฐานะส่วนผสมหลักของ น้ำยาล้างเล็บ มากขึ้นจนลมหายใจมีกลิ่นคล้ายน้ำยาล้างเล็บ ส่วนโรคพาร์กินสันมีงานวิจัยที่พบว่าความเปลี่ยนแปลงของ sebum หรือน้ำมันบนผิวหนังสัมพันธ์กับชุดสารระเหยที่ต่างจากคนปกติ และในมะเร็งหลายชนิดก็มีการศึกษาเรื่องรูปแบบ VOCs ที่ต่างออกไปเช่นกัน ตรงนี้ไม่ได้แปลว่าเราเอาจมูกไปแทนห้องแล็บได้ แต่มันมีข้อมูลมากพอจะบอกว่าแนวคิดเรื่อง “กลิ่นของโรค” ไม่ได้เป็นแค่เรื่องเล่าอีกต่อไป
ยังไงก็ตามเรื่องนี้ก็พีคขึ้นไปอีก เพราะจุดเปลี่ยนสำคัญของวงการนี้ไม่ได้เริ่มจากห้องแล็บล้วน ๆ แต่มาจากผู้หญิงคนหนึ่งชื่อ Joy Milne เธอสังเกตว่าสามีมีกลิ่นตัวแปลกไปเป็นเวลานานก่อนจะได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นพาร์กินสัน ภายหลังเรื่องของเธอทำให้นักวิจัยเริ่มหันมาศึกษา sebum อย่างจริงจัง และพบว่ามีโมเลกุลบางชนิดที่เปลี่ยนไปในผู้ป่วยพาร์กินสัน แปลว่าอย่างน้อยที่สุด “กลิ่นพาร์กินสัน” มีทฤษฎีทางชีววิทยาบางอย่างรองรับอยู่จริง เรื่องของ Joy จึงสำคัญมาก ไม่ใช่เพราะมันพิสูจน์ทุกอย่างด้วยตัวเอง แต่เพราะมันเปิดประตูให้คำถามใหม่ว่า ถ้ามนุษย์ยังดมแยกได้ แล้วสัตว์ที่เก่งเรื่องกลิ่นกว่าเรามาก จะทำได้ดีแค่ไหน
สุนัขอาจทำได้ดีมากแบบคนละชั้นเลย แหล่งข้อมูลจาก NOVA และ Medical Detection Dogs อธิบายตรงกันว่าสุนัขมีตัวรับกลิ่นได้สูงถึงราว 300 ล้านตัว ขณะที่มนุษย์มีประมาณ 5–6 ล้านตัวเท่านั้น พอรวมความไวนี้เข้ากับการฝึกที่เป็นระบบ สุนัขจึงสามารถเรียนรู้การแยกกลิ่นที่เราไม่มีทางรู้สึกได้เองจากลมหายใจ เหงื่อ ปัสสาวะ หรือผิวหนังได้เลย นี่แหละเหตุผลว่าทำไมงานเกี่ยวกับ medical detection dogs ถึงไม่ได้ถูกมองเป็นเรื่องมหัศจรรย์ของสัตว์เลี้ยงเพียงอย่างเดียว แต่เริ่มถูกมองเป็นงาน biosensing ที่จริงจังขึ้นเรื่อย ๆ
แต่เดี๋ยวก่อน ตรงนี้ต้องพูดแฟร์ ๆ ก่อนว่าไม่ใช่สุนัขทุกตัวจะตื่นเช้ามาแล้วกลายเป็นผู้ช่วยคัดกรองโรคได้เอง ความสามารถนี้ขึ้นกับการฝึกฝนอย่างมาก และงานทบทวนล่าสุดก็ชี้ว่าปัญหาใหญ่ของวงการฝึกสุนัขดมกลิ่น ยังอยู่ที่การทำมาตรฐานการฝึก การเก็บตัวอย่าง และการทดสอบให้เหมือนกัน ในหลายศูนย์วิจัยวิธีฝึกที่ใช้จริงก็ไม่ใช่การกดดันหรือฝึกแบบโหด แต่เป็น positive reinforcement คือให้รางวัลเมื่อมันเลือกตัวอย่างได้ถูก และต้องเอาตัวอย่างจากผู้ป่วยจริง กลุ่มควบคุมสุขภาพดี รวมถึงกลุ่มโรคอื่นที่อาจมีกลิ่นคล้ายกันมาฝึกด้วย เพื่อให้มันจำ “รูปแบบของโรค” ไม่ใช่จำกลิ่นของคนใดคนหนึ่ง

พอเราเข้าใจตรงนี้แล้ว เคสจริงหลายเรื่องก็จะฟังเปลี่ยนไปทันที อย่างกรณี Daisy สุนัขของ Claire Guest ที่คอยจ้องและสะกิดหน้าอกเจ้าของอยู่เรื่อย ๆ จนพาไปสู่การตรวจพบมะเร็งเต้านมที่อยู่ลึก หรือกรณี Sox ที่เลียตำแหน่งเดิมบนศีรษะของเจ้าของซ้ำ ๆ อยู่เป็นเวลานาน ก่อนภายหลังจะพบเนื้องอกสมองบริเวณใกล้เคียง สิ่งที่เหมือนกันในเรื่องพวกนี้ไม่ใช่แค่ “หมาดูแปลก” แต่คือมันมี พฤติกรรมเดิมซ้ำ ๆ ต่อจุดเดิม สม่ำเสมอจนย้อนกลับมาดูแล้วน่าคิดมาก
แน่นอนว่าเคสเล่าจากชีวิตจริงยังเป็นคนละเรื่องกับหลักฐานในงานทดลอง นักวิจัยจึงพาเรื่องนี้เข้าแล็บอย่างรวดเร็ว งานคลาสสิกใน BMJ (British Medical Journalวารสารทางการแพทย์ทั่วไปที่ได้รับการยอมรับและทรงอิทธิพลที่สุดในระดับโลก) ตั้งแต่ปี 2004 พบว่าสุนัขสามารถฝึกให้แยกตัวอย่างปัสสาวะของผู้ป่วยมะเร็งกระเพาะปัสสาวะได้ดีกว่าการเดาสุ่ม และงานปี 2025 ใน Journal of Parkinson’s Disease ใช้สุนัขสองตัวฝึกกับตัวอย่างผิวหนังจากผู้ป่วยกับกลุ่มควบคุมก่อนทดสอบแบบ double-blind ผลคือทั้งสองตัวแสดง sensitivity ราว 70–80% และ specificity ราว 90–98% ฟังแล้วอาจยังไม่ถึงขั้นใช้แทนการตรวจมาตรฐาน แต่ก็แรงพอจะบอกว่านี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญแน่ๆ
แล้วคำว่า “ผลดี” ในงานวิจัยก็ควรอ่านให้ถูกด้วยนะ มันไม่ได้แปลว่า “พรุ่งนี้เอาสุนัขประจำแผนกตรวจโรคได้เลย” แต่มันแปลว่ามีสัญญาณทางชีววิทยาบางอย่างที่จับได้จริงๆ และคุ้มค่าพอจะพัฒนาต่อ นักวิจัยเลยให้ความสำคัญกับ blind testing, sensitivity, specificity, การทำซ้ำ และความหลากหลายของตัวอย่าง เพราะวงการแพทย์ไม่ได้ต้องการแค่เรื่องน่าทึ่ง แต่ต้องการสิ่งที่เชื่อถือได้ ใช้ซ้ำได้ และไม่แกว่งตามบริบทมากเกินไปด้วย
ที่ชอบอีกอย่างคือเรื่องนี้ไม่ได้จบที่ “หมาเก่งจัง” แล้วแยกย้าย แต่มันกำลังต่อยอดไปสู่เทคโนโลยีที่ MIT และ Roswell Park อธิบายตรงกันว่า มีการพัฒนาอุปกรณ์แนว Electronic Nose ที่พยายามเลียนแบบความสามารถในการตรวจจับโมเลกุลจำนวนน้อยมากๆ แบบที่สุนัขทำได้ พูดอีกอย่าง คือ ตอนนี้สุนัขไม่ได้เป็นแค่ผู้ช่วยในงานวิจัย แต่มันกำลังเป็นเหมือน “ครู” ที่สอนให้นักวิทยาศาสตร์ออกแบบเครื่องมือคัดกรองที่เร็ว และอาจเข้าถึงง่ายขึ้นในอนาคต

แต่ถ้ามองเรื่องนี้ผ่านสายตาของนักออกแบบ คำถามอาจไม่ใช่แค่ว่า “สุนัขดมโรคได้จริงไหม” แต่อาจเป็น “เราจะออกแบบระบบที่ช่วยให้มนุษย์เข้าใจสัญญาณจากสุนัขได้ดีขึ้นอย่างไร” เพราะสุนัขไม่ได้ให้ผลตรวจเหมือนเครื่องมือแพทย์ มันให้พฤติกรรมบางอย่าง เช่น ดมซ้ำ เลียซ้ำ หรือจ้องบริเวณเดิมอย่างผิดปกติ ดังนั้นโจทย์สำคัญจึงอยู่ที่การออกแบบประสบการณ์ระหว่างมนุษย์ สัตว์ และเทคโนโลยีให้ทำงานร่วมกันได้อย่างปลอดภัย
ในมุมของ Design Thinking จุดเริ่มต้นคือความเข้าใจเจ้าของสัตว์เลี้ยงที่อาจไม่รู้ว่าพฤติกรรมเล็ก ๆ ของสุนัขมีความหมาย ในมุมของ UX Design เราอาจออกแบบแอปหรือระบบบันทึกพฤติกรรมที่ช่วยแปลสัญญาณเหล่านี้ให้เข้าใจง่ายโดยไม่สร้างความตื่นกลัว และในมุมของ Speculative Design เราอาจจินตนาการถึงอนาคตที่โรงพยาบาลมีระบบตรวจกลิ่นแบบผสมผสานระหว่างสุนัข เซ็นเซอร์ และ AI เพื่อช่วยคัดกรองโรคในระยะเริ่มต้น
Photo by ll.mit.edu
Photo by MIT-Artificial-Dog-Nose
แต่ถ้าอ่านมาถึงตรงนี้แล้วเริ่มคิดจะกลับบ้านไปถามหมาว่า “ฉันเป็นอะไรอยู่หรือเปล่า” ขอเบรกไว้ก่อนเลย เพราะข้อสำคัญที่สุดคือ สุนัข ไม่ใช่เครื่องวินิจฉัยโรค ต่อให้มันดมเก่งแค่ไหน บทบาทที่เหมาะสมที่สุดในตอนนี้ก็ยังเป็นสัญญาณเตือนเบื้องต้นหรือเครื่องมือคัดกรองก่อนเข้าสู่การตรวจมาตรฐานเท่านั้น หากจะใช้ระบบสุนัขคัดกรองจริง ต้องมีการยืนยันผลด้วยภาพถ่ายทางการแพทย์ การตรวจแล็บ หรือการประเมินโดยแพทย์เสมอ อีกทั้งยังต้องคำนึงถึงสวัสดิภาพสัตว์อย่างจริงจัง ไม่ใช่มองมันเป็นเครื่องมืออย่างเดียว
สิ่งที่เราควรเอาใส่ใจจริง ๆ เลยไม่ใช่ความตื่นตระหนก แต่คือความใส่ใจมากกว่าว่า ถ้าหมาที่บ้านเริ่มสนใจจุดเดิมบนร่างกายคุณแบบผิดไปจากปกติ ทำซ้ำอย่างต่อเนื่อง และยิ่งถ้ามีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น เจ็บ มีก้อนแปลก ๆ น้ำหนักเปลี่ยน เหนื่อยง่าย หรือมีอะไรที่รู้สึกว่า “ไม่เหมือนเดิม” วิธีที่ดีที่สุดไม่ใช่การเดาเอง แต่คือ บันทึกพฤติกรรมนั้นไว้ แล้วไปปรึกษาแพทย์ให้ตรวจตามมาตรฐาน อย่างน้อยคุณก็ไม่ได้เสียอะไรจากการเช็ก แต่คุณอาจได้คำตอบเร็วขึ้นกว่าปล่อยให้เรื่องผ่านไปเฉย ๆ
ถ้าไม่ใช่สุนัข เรายังมีสัตว์ที่มีหลักฐานจากงานวิจัยว่าสามารถช่วยตรวจจับกลิ่นของโรคได้
1. หนูยักษ์แอฟริกัน
เจ้าหนูยักษ์แอฟริกัน หรือ African giant pouched rats ถูกฝึกให้ดมตัวอย่างเสมหะเพื่อช่วยคัดกรอง วัณโรค โดยองค์กร APOPO ใช้ระบบให้หนูดมตัวอย่างหลายช่อง หากพบกลิ่นที่สัมพันธ์กับเชื้อวัณโรค หนูจะหยุดหรือแสดงพฤติกรรมเฉพาะ หนูเหล่านี้สามารถคัดกรองตัวอย่างจำนวนมากได้รวดเร็วมาก เช่น รายงานของ AP ระบุว่าสามารถตรวจได้ประมาณ 100 ตัวอย่างใน 20 นาที และมีบทบาทช่วยค้นหาผู้ป่วยวัณโรคที่การตรวจแบบเดิมพลาดไป แต่ยังไม่ใช่เครื่องมือวินิจฉัยหลักที่ WHO รับรองแทนการตรวจทางคลินิก จากสัตว์ที่คนมักมองว่า “น่ารังเกียจ” กลายเป็นผู้ช่วยด้านสาธารณสุข


2. มด Formica fusca
งานวิจัยเกี่ยวกับ มด Formica fusca พบว่ามดสามารถเรียนรู้กลิ่นที่สัมพันธ์กับ VOCs จากเซลล์มะเร็ง ได้ โดยงานหนึ่งรายงานว่ามดแยกกลิ่นระหว่างเซลล์มะเร็งเต้านมกับเซลล์ปกติได้หลังการฝึกเพียงไม่กี่ครั้ง และอีกงานหนึ่งทดสอบกับปัสสาวะของหนูทดลองที่มีเนื้องอกมนุษย์ พบว่ามดสามารถแยกกลิ่นระหว่างกลุ่มที่มีเนื้องอกกับกลุ่มปกติได้มดยังไม่ได้ถูกใช้ตรวจมะเร็งในโรงพยาบาลจริง หลักฐานตอนนี้ยังเป็นระดับทดลองและต้องมีการตรวจสอบซ้ำในมนุษย์
https://www.facebook.com/freehourmalta/posts/a-fascinating-new-proof-of-concept-study-from-a-team-of-researchers-in-france-ha/2150272768456641/
แนวคิดที่น่าสนใจ แต่ยังไม่ใช่เครื่องมือตรวจโรคที่ใช้จริงทั่วไป
ผึ้งสามารถเรียนรู้กลิ่นผ่านกระบวนการที่เรียกว่า proboscis extension reflex หรือการยื่นงวงเมื่อได้กลิ่นที่เชื่อมกับรางวัล เช่น น้ำหวาน งานด้านการฝึกแมลงในกลุ่มผึ้ง/แตนระบุว่าสามารถฝึกให้ตอบสนองต่อกลิ่นเป้าหมายได้รวดเร็ว และมีการพูดถึงการตรวจจับกลิ่นที่เกี่ยวกับสารต่าง ๆ รวมถึงวัณโรคและโรคบางชนิดในเชิงทดลอง
ไส้เดือนฝอย C. elegans: ไม่ได้ดมแบบสุนัข แต่เคลื่อนที่เข้าหา/หนีสารเคมี
C. elegans เป็นไส้เดือนฝอยขนาดเล็กมาก มีระบบรับสารเคมีไวมาก นักวิจัยจึงนำมาใช้ศึกษาการตอบสนองต่อกลิ่นหรือสารเคมีในปัสสาวะ เช่น การเคลื่อนที่เข้าหาหรือหลีกเลี่ยงตัวอย่างบางชนิด หลักคิดคือ ถ้าปัสสาวะของผู้ป่วยมี VOCs ที่ต่างจากคนทั่วไป ไส้เดือนฝอยอาจตอบสนองแตกต่างกันได้
ตัวนี้น่าสนใจในเชิงออกแบบมาก เพราะไม่ได้ออกแบบ “สัตว์ฝึก” แต่เป็นการออกแบบ bio-sensor มีชีวิต หรือ “เซนเซอร์ชีวภาพ” ที่ใช้พฤติกรรมของสิ่งมีชีวิตขนาดจิ๋วเป็นสัญญาณ
Conceptual graphic illustrating the diffusion of neuropeptides between neurons in the worm nervous system [MRC Laboratory of Molecular Biology]
สุดท้าย ฉันว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่เป็นเรื่องราววิทยาศาสตร์ล้ำๆ อย่างเดียว แต่มันเป็นเรื่องความสัมพันธ์ด้วย สุนัขไม่ได้รู้จักคำว่า VOCs ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพาร์กินสันหรือมะเร็งคืออะไร แต่มันอยู่ใกล้เรา อ่านเรา และดมเราในระดับที่ละเอียดกว่าที่เราคิด ดังนั้นครั้งหน้าถ้าหมาคุณดมซ้ำๆ หรือสะกิดจุดเดิมแบบแปลกไปจากทุกวัน อย่าเพิ่งกลัว แต่ก็อย่าเพิ่งหัวเราะ บางทีมันอาจไม่ได้กำลังงอแง แค่อาจกำลังพยายามบอกอะไรบางอย่างในแบบที่มันบอกได้เท่านั้นเอง

อ้างอิง
A-Z Animals. (2025, July 24). The science behind dogs sniffing out cancer. https://a-z-animals.com/articles/the-science-behind-dogs-sniffing-out-cancer/
Liang, Y., Zhang, Y., Zhang, W., & Zhao, Y. (2023). Volatile organic compounds analysis as promising biomarkers for Parkinson’s disease diagnosis. Parkinsonism & Related Disorders, 116, 105866. https://doi.org/10.1016/j.parkreldis.2023.105866
Lo, T. Q., Tsui, B. C. B., Ng, K. S., & Lam, S. C. (2025). Can dogs sniff out cancer? Frontiers in Medicine, 12, 1644112. https://doi.org/10.3389/fmed.2025.1644112
Newsweek. (2022, September 22). Dog sniffed out brain cancer years before official diagnosis. https://www.newsweek.com/dog-sniffed-out-brain-cancer-years-before-diagnosis-owner-ireland-1745196
Otto, C. M. (2024). The use of sniffer dogs for early detection of cancer. American Journal of Veterinary Research, 85(1). https://doi.org/10.2460/ajvr.23.10.0222
outcomes4me. (2024). Can dogs smell cancer? https://outcomes4me.com/article/true-or-false-dogs-can-smell-cancer/
Pirrone, F., et al. (2017). Olfactory detection of cancer by trained sniffer dogs. Journal of Veterinary Behavior, 19, 105–117. https://doi.org/10.1016/j.jveb.2017.03.004
Roswell Park Comprehensive Cancer Center. (2020). Can dogs smell cancer? https://www.roswellpark.org/cancertalk/202008/can-dogs-smell-cancer
Rooney, N., et al. (2025). Trained dogs can detect the odor of Parkinson’s disease. Journal of Parkinson’s Disease, 15(6), 1111–1115. https://doi.org/10.1177/1877718X251342485
Scientific American. (2024, May 2). A supersmeller can detect the scent of Parkinson’s. https://www.scientificamerican.com/article/a-supersmeller-can-detect-the-scent-of-parkinsons-leading-to-an-experimental-test-for-the-illness/
ScienceDirect. (2024). VOCs in dog training breath samples from a patient with type 1 diabetes. Journal of Veterinary Behavior, 74, 15–25. https://doi.org/10.1016/j.jveb.2024.05.002
Wiltschko, A. B., et al. (2025). Breed differences in olfactory performance of dogs. Scientific Reports, 15, 2675. https://doi.org/10.1038/s41598-025-87136-y
Wikipedia. (2026, March 15). Canine cancer detection. https://en.wikipedia.org/wiki/Canine_cancer_detection
